มีตา
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะนี้เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ศึกษาค้นคว้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเป็นสัจจะเป็นความจริงเพราะมันแก้กิเลสตัณหาความทะยานอยาก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนามันฆ่าพญามารในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ้นไป มันเป็นสัจธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีเมตตาธรรมอุ้มชูคุ้มครองดู ๓ โลกธาตุ วางธรรมและวินัยนี้ไว้ๆ
แล้วเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง แล้วไม่ใช่เราเกิดเป็นมนุษย์เฉพาะภพชาตินี้เท่านั้น เราเคยเกิดแล้วเกิดเล่าๆๆ แต่เราทำของเราไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เราถึงต้องเวียนว่ายในวัฏฏะต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้
ถ้าปัจจุบันนี้เรามีสติมีปัญญา ถ้าเราจะศึกษาค้นคว้าให้มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของเรา เห็นไหม จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่งไง มันไม่มีขัดไม่มีแย้ง ไม่มีการขัดแย้งกันกับใครใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นความชอบธรรมในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ เวลาท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์ ท่านไปโต้ไปแย้งใคร
หลวงตาพระมหาบัวกับหลวงปู่เจี๊ยะ เวลาเราอยู่กับท่าน เวลาระลึกถึงอาจารย์ของท่านน้ำตาไหลทุกที หลวงปู่เจี๊ยะนี่ร้องไห้
ถามว่า “หลวงปู่ร้องไห้ทำไม”
“ร้องไห้ระลึกถึงหลวงปู่มั่น ท่านไม่เคยพบเคยเห็นความเป็นอยู่อย่างนี้”
หลวงปู่เจี๊ยะอุปัฏฐากมา อยู่ที่เชียงใหม่ไง ได้ปลาสร้อยตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งอย่างกับถูกรางวัลที่ ๑ ไม่เคยเห็นกุ้งหอยปูปลา ไม่เคยเห็น ไม่เคยรับรู้
หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ เวลานึกถึงหลวงปู่มั่น ระลึกถึงครูบาอาจารย์ของท่านนะ น้ำตาไหล มันเป็นรุ่นสู่รุ่นไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา ๒,๐๐๐ กว่าปีอยู่แล้ว กึ่งกลางพระพุทธศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านนิพพานไปแล้ว หลวงตาพระมหาบัว มันเกิดคนละเวลา เกิดคนละรุ่น แต่เวลาถ้ามันเป็นสัจจะความจริงขึ้นมา หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านไปขัดไปแย้งอะไรกับธรรมะ ธรรมและวินัยในหัวใจของหลวงปู่มั่น
หลวงปู่มั่นเวลาท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอนุโมทนา อนุโมทนากับหลวงปู่มั่น มันขัดมันแย้งกันตรงไหน ถ้ามันเป็นความจริง
ถ้ามันไม่เป็นความจริง ไม่มีใครขัดแย้งหรอก มึงขัดแย้งตัวมึงเอง กิเลสในใจมึงนั่นแหละ มันขัดมันแย้งในใจมึงเองนั่นแหละ แล้วก็ส่งออกไง มันมีความน้อยเนื้อต่ำใจ มันมีความทุกข์ความยาก มันมีการลำเอียง มันไม่เป็นธรรม มันไม่เป็นธรรม
จะต้องยกย่องสรรเสริญกิเลสมึงใช่ไหม ธรรมและวินัยต้องก้มหัวให้กับกิเลสในหัวใจของมึงใช่ไหม มันเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ เห็นไหม เป็นข้อเท็จจริงๆ
เวลาข้อเท็จจริง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญที่ไหนล่ะ
เจริญขึ้นมา มันเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานะ เราเกิดมา เวลาบวชพระ เป็นหนี้เป็นสินก็บวชไม่ได้ พิการก็บวชไม่ได้ ไม่สมบูรณ์แบบก็บวชไม่ได้ ตอนนี้เวลาจะบวชต้องมีใบตรวจโรค โรคเอดส์บวชไม่ได้ บวชไม่ได้
นี่ก็เหมือนกัน เวลาเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา อาการ ๓๒ สมบูรณ์แบบ ถ้าสมบูรณ์แบบขึ้นมาแล้วไง เวลาบวชมาแล้ว บวชมาเพื่อเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส บวชมาแล้วเคารพในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่มันเป็นสมมุติบัญญัติทั้งสิ้น มันไม่เป็นความจริงขึ้นมาหรอก มันก็เหมือนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นั่นน่ะ ที่ว่ามีความรู้ๆ ความรู้ๆ
แอปเปิล มึงต้องควักให้ ๔๐,๐๐๐–๕๐,๐๐๐ มีความรู้หรือ เขาคิดของเขามาเพื่อล้วงกระเป๋ามึงนั่นแหละ ความรู้อะไรของเอ็ง ความรู้เป็นลูกค้าเขานั่นน่ะ เขาคิดมาเพื่อเอาเงินมึงนั่นน่ะ แล้วเอ็งรู้อะไร
เอาแอปเปิลนะ ไอโฟนรุ่นใหม่ ความรู้อะไรของมึง เอาของเขามา เขาล้วงตับมึงอยู่นั่นน่ะ ความลับในตัวมึงไม่มีเลย เขาเก็บข้อมูลไว้หมดแล้ว มีความรู้อะไร
นี่ก็เหมือนกัน แหม! อริยสัจ สัจจะความจริง โอ้โฮ! มรรคผลนิพพาน นอนหลับตื่นขึ้นมาเป็นพระอรหันต์เลย บรรลุธรรม
บรรลุที่ไหน บรรลุโดยกิเลสทั้งนั้นน่ะ
เวลาต้นไม้นะ เขามีจุดมีต่อม เวลาต่อม เวลาเขาตอน เวลาเขาต่อยอด เวลาต้นไผ่มันมีตา เวลาตาไผ่มันเกิดแขนงของมัน มันมีหูมีตา เวลามีหูมีตา รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร เราเกิดเป็นมนุษย์ เรามีตาไง แล้วถ้ามีตา เรารู้เราเห็นของเรา เราเห็นมีการกระทำ มันมีสติมีปัญญาหรือไม่ล่ะ
เวลาตุ๊กตา เขาปั้นมา บาร์บี้ตัวเป็นหมื่น เวลาตุ๊กตาเขายังมีค่ากว่ามนุษย์อีก เราวันละ ๓๐๐ ค่าแรงขั้นต่ำ ตุ๊กตาบาร์บี้แพงกว่าอีก นั่นอะไรน่ะ นั่นวัตถุนะ เขาปั้นๆ ปั้นๆ ขึ้นมานะ
แล้วจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ การเกิดเป็นมนุษย์มีคุณค่ามาก ถ้ามีคุณค่า มันมีอายตนะไง อายตนะ ๖ ภายนอกและภายใน แล้วมันเชื่อมต่อกับมโนกรรม มันเชื่อมต่อกับจิต เวลาเชื่อมต่อกับจิต เพราะอะไร เพราะหูก็มี ตาก็มี มันเห็น แต่จิตมันไม่รับรู้ รูปอะไรน่ะ เห็นรูปแต่ไม่รู้อะไร
มีหูมีตา
มีตาๆ ศึกษาๆ บวชมาแล้ว นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก เวลาศึกษาบาลีจบ ๙ ประโยค พอจบ ๙ ประโยค เรียนด้วยสายตานี่ไง ก็ศึกษาค้นคว้าจากตำรับตำรา ตำรับตำราขึ้นมา ศึกษา ถ้าสมองมันรับรู้ สมองมันวิเคราะห์วิจัย มันมีองค์ความรู้ของมัน มันมีตาของมัน
ถ้ามีหูมีตาขึ้นมา คนเรามันต้องมีสติมีปัญญาไง ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา มันไม่ใช่ตุ๊กตาบาร์บี้ เอามาตั้งไว้ เก็บไว้เดี๋ยวราคามันพุ่ง ราคามันสูง
วัตถุแท้ๆ เวลาเขามีจำนวนของเขา เขามีรหัสของเขา มันเป็นเงินเป็นทอง แล้วชีวิตของเราล่ะ ตรากตรำทำหน้าที่การงาน เกิดมา เพื่ออะไร เพื่อเลี้ยงชีพ เลี้ยงชีพขึ้นมาแล้วเกิดเป็นมนุษย์มันมีความสุขหรือความทุกข์ล่ะ
คนที่เขามีสติปัญญาของเขานะ เขาทำสินค้าของเขามาไง เราก็เป็นเหยื่อไง เพราะอะไร เพราะมันไม่ใช่ปัจจัย ๔ ไง
ปัจจัยที่ ๕ จะต้องมีการคมนาคม ไปบวชพระแล้วต้องมีเจ็ตส่วนตัว แหม! เป็นพระที่มีศักยภาพ
บ้าบอคอแตก
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีอย่างนั้นเลย ไม่จำเป็นจะต้องมีด้วย ถ้ามี มีบริขาร ๘ สมบัติส่วนตัวของพระ แล้วบริขาร ๘ ขึ้นมานี่เลี้ยงชีพ บาตรนี้เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง ความอบอุ่น ผ้าไตรจีวร โคนไม้ เรือนว่าง มีอยู่ทั่วไป มันจะต้องไปออเซาะฉอเลาะกับใครทั้งสิ้น ใครต้องมาค้ำชูบูชา เว้นไว้แต่กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมมันหอมทวนลม เขามาเคารพนบน้อมของเขา นั่นเป็นสิทธิของเขา แล้วสิทธิของเขานะ เราไม่ออเซาะฉอเลาะไง โลกเป็นใหญ่ไม่ได้ ถ้าโลกเป็นใหญ่นะ มันก็เรื่องโลกๆ อยู่แล้วไง
เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราละความเป็นฆราวาส เราละจากโลกมาสู่ธรรม มาสู่สังฆะ มาสู่สงฆ์ แล้วสงฆ์ขึ้นมา สงฆ์เวลาบวชมาแล้วถ้ามีการศึกษา ถ้าศึกษามาเพื่อเป็นความรู้ กลัวว่าตัวเองจะไม่มีความรู้ไง ศึกษามาเป็นภาคปริยัติไง มันมีใบประกาศนียบัตร
เวลามีสติมีปัญญานะ เราไม่ใช่เกิดเฉพาะภพชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น ถ้าเราเกิดเฉพาะภพชาตินี้ชาติเดียว พ่อแม่คนเดียวกัน ลูกต้องมีความรู้เสมอกัน ลูกต้องมีความสามารถเหมือนกัน
มาบวชเป็นพระๆ แล้ว พระปฏิบัติแล้ว ทำสมาธิแล้วต้องได้สมาธิเสมอภาพกันหมด สิทธิเสรีภาพ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ทำไมไม่สงบ
ไอ้นู่นสงบ ไอ้นู่นเกือบตาย ไอ้นั่นสัปหงกอยู่นั่น ไอ้นั่นเวลานั่งอยู่นั่นหัวทิ่มบ่อเลย สิทธิเสรีภาพตรงไหน
ขิปปาภิญญา ผู้ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย ผู้ปฏิบัติง่ายรู้ยาก ผู้ปฏิบัติยากรู้ง่าย แล้วผู้ปฏิบัติ นี่ไง นี่เพราะอะไรล่ะ อนาคตังสญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ธรรมวินัยทั้งนั้นนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการไว้ในพระไตรปิฎก
เวลาประพฤติปฏิบัติไปแล้วแต่จริตนิสัย มีอำนาจวาสนาหรือไม่ ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา ทำความสงบไม่เป็นนั่นน่ะ ตอนนี้พระกรรมฐานทำสมาธิไม่เป็นกันทั้งนั้นเลย คุยโม้โอ้อวด
ถ้ามันเป็นสมาธิขึ้นมานะ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามันจะเป็นสมาธิได้บ้าง มันจะเคารพในศีลของตน ไม่กะล่อน ไม่ปลิ้นปล้อน ไม่โกหกมดเท็จ
มันทุศีลทั้งนั้น มันกะล่อนปลิ้นปล้อน มันจะเข้าสู่ธรรมได้อย่างไร เริ่มต้นมันก็มิจฉาออกนอกลู่นอกทางไปหมดแล้ว กระจายไปทั่ว หลอกตัวเอง หลอกคนอื่น หลอกสังคม หลอกเขาไปหมด มันเป็นความจริงไหม
ถ้าความจริง ถ้ามันสงบ มันสงบเข้ามาในหัวใจของตน
ถ้ามันมีตานะ ต้นไม้มันยังมีช่อ มีตา มีจุด มีต่อม แล้วมนุษย์เกิดมามีอายตนะ เห็นไหม นี่ไง เวลาโปฐิละ โปฐิละจะไปฝึกหัดกับครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอรหันต์
ร่างกายนี้เหมือนจอมปลวก มันมีรูอยู่ ๖ รู ปิดซะ ๕ รู ตา หู จมูก ลิ้น กาย เปิดหัวใจไว้ เปิดหัวใจไว้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก
สัตว์โลก เห็นไหม ปิดมัน ๕ ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น ความสัมผัสของกาย เปิดหัวใจไว้ จับเหี้ย เหี้ย เหี้ยตัวนั้นน่ะ เหี้ยในจอมปลวกน่ะ จอมปลวกมันมีเหี้ยอยู่ในนั้นน่ะ
ไม่รู้จักมันหรอก จอมปลวกก็เหมือนจอมปลวก จอมปลวกเขาไปหาปลวก ตัวกินมดมันชอบกิน ปลวกเขาเอาไว้เป็นอาหารสัตว์
ปลวกมันก็มีชีวิตนะ มดมันก็มีชีวิตของมันนะ สิ่งมีชีวิตปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์ทั้งสิ้น พูดได้ พูดไม่ได้ ความรู้สึกมันมี นี่มันเป็นโดยข้อเท็จจริงของมันทั้งนั้น
นี่มีหูมีตา แต่ใจมืดบอด ใจมืดบอดทำสมาธิมันไม่เป็นไง ถ้าทำสมาธิเป็นนะ พอจิตสงบ มันรู้ว่ามันสงบ พอสงบ มันมีสติสัมปชัญญะไง
คนเรานะ เห็นภาพแล้วมีสติสัมปชัญญะอยู่ เห็นภาพนั้นน่ะ มันรู้ไหมว่าภาพอะไร เว้นไว้แต่มันไม่มีความรู้ว่านั่นภาพนั้นมันอะไร แต่มันก็เห็น แต่ถ้ามันมีสัญญาของมัน โดยภาษา มันเห็นมันรู้ทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันเห็นมันรู้ เห็นไหม
นี่เหมือนกัน ถ้ามีสติสัมปชัญญะขึ้นไป ถ้าจิตมันสงบ ทำไมมันไม่รู้ว่าสงบเป็นอย่างไร อ้าว! สมาธิมึงน่ะ ไอ้ที่ว่าสมาธิๆ สมาธิมันเป็นอย่างไรวะ แล้วเวลาที่ว่ามันเป็นปัญญาๆ มันเป็นสัญญาอารมณ์ทั้งนั้นน่ะ มันเป็นนิยายธรรมะไง
มันเป็นนิยายธรรมะ มันคิดโดยตัวของมันเองนั่นน่ะ แล้วมันจินตนาการไปเพริศแพร้ว จิตนี้เป็นได้หลากหลายนัก ยังรู้จักจิตน้อยเกินไป
เวลาจิต โดยธรรมชาติของมัน โดยพื้นฐานของมัน เวลาทำความสงบของใจเข้ามา สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี จิตสงบระงับแล้วมันคิดอะไร ไอ้ความรู้สึกนึกคิดนั้นมันมาจากไหน ไอ้ความรู้สึกนึกคิดนั้นน่ะ
เวลาอวิชชา ความไม่รู้สึกตัว เวลามันเกิดเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ เราเกิดชาตินี้ใช่ไหม เราไม่มีอดีตชาติเลยหรือ แล้วเวลาเป็นทางอภิญญาทางโลก โอ๋ย! ระลึกอดีตชาติ เราก็ปฏิเสธ ปฏิเสธเพราะอะไร นั่นล่ะมันเป็นช่องทางให้กิเลสมันได้ขี่คอแล้วล่ะ
ถ้ากิเลสมันจะขี่คอ เราไม่ให้มันขี่ไง เราทำความสงบของใจเข้ามา ถ้ามันรู้อดีตชาติๆ ไม่ต้องมาปลิ้นปล้อน ไม่ต้องมากะล่อน ไม่ต้องมาพลิกมาแพลง ไม่เอา เอาชาตินี้ เอาชาตินี้ เอาชาติปัจจุบันนี้ จิตสงบหรือไม่สงบ
ถ้าจิตมันสงบเข้ามา สิ่งที่จิตมันสงบเข้ามา ที่จะสงบหรือไม่สงบ ตั้งแต่ว่าเราไม่ต้องการอดีตต่างๆ อดีตที่มันผ่านมาแล้ว มันผ่านมาแล้วมันเป็นอดีต บุพเพนิวาสานุสติญาณ ในอนาคต สมบัติบ้ามันยังมาไม่ถึง มึงจะคิดอะไรก็ได้ มึงจะจินตนาการอะไรก็ได้ ถ้าเป็นจุตูปปาตญาณมันข้อเท็จจริงออกจากหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเป็นความจริง แต่มันเป็นของเรา เราจินตนาการเอาทั้งนั้นน่ะ เราปั้นเราแต่งเอาทั้งนั้นน่ะ แล้วมันก็เป็นสมบัติบ้า แล้วมึงก็บ้าอยู่กับสมบัติของมึงนั่นแหละ แล้วสมาธิเป็นอย่างไรล่ะ
ถ้ามันสงบเข้ามาไง นี่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง สมถกรรมฐานไง
อภิญญาไง รูปฌาน ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เอ็งทำเป็นหรือ เอ็งรู้จักมันหรือเปล่า สมาบัติ ๘ น่ะ สมาบัติ ๘ สมาบัติ ๖ เป็นอย่างไร
มันเป็นของที่มันมีมาประจำโลกอยู่แล้ว เราเกิดมาชาตินี้ชาติเดียวใช่ไหม ถ้าเราเกิดมาชาตินี้ชาติเดียวหรือว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์โดยข้อเท็จจริง คนเรามันต้องมีความคิดเหมือนกัน มีความคิดที่เห็นใจต่อกัน มีความคิดที่เป็นคุณงามความดีต่อกัน มันไม่มากะล่อน มาปลิ้นมาปล้อน มาพลิกมาแพลง มาหลอกมาลวงกันอยู่อย่างนี้หรอก
ที่มันพลิกมันแพลง มันกะล่อน มันปลิ้นมันปล้อน เพราะว่าจริตนิสัยของกิเลสไง เพราะจริตนิสัยกิเลสของคนมันหยาบมันหนา มันแตกต่างกันไปไง แล้วถ้ามันทำของมันไม่ได้ไง ถ้าทำของมันไม่ได้ เห็นไหม
พืชผลมันยังมีหูมีตา ต้นไม้มันยังมีตา ต้นไผ่ ต้นไม้ต่างๆ มันตัดต่อมตา มันทำเป็นพืชผลของเขา มนุษย์ในปัจจุบันนี้ทางการแพทย์เจริญ เปลี่ยนหัวใจ เปลี่ยนตับ เปลี่ยนไต เปลี่ยนได้ทั้งนั้นเลย ตอนนี้ทำโครงการรับบริจาคอวัยวะ ถ้าตายแล้วให้ตายไป จิตออกจากร่าง ร่างกายนี้มันเป็นประโยชน์ได้ เป็นบุญกุศลได้นะ เปลี่ยนได้ทั้งนั้นน่ะ หูตาเปลี่ยนอวัยวะได้หมดเลย มันก็เป็นอวัยวะไง
คนใกล้ตาย ทุกข์เจียนตาย ได้เปลี่ยนขึ้นมา ได้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ขึ้นมา โอ้โฮ! มีความสุขๆ แล้วใจล่ะ ระลึกถึงเขาหรือเปล่า คนที่เขาให้อวัยวะนี้มา
ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมามากมาย คำว่า “มากมาย” มันถึงเป็นจริตเป็นนิสัย ด้วยอำนาจวาสนาเราได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา แล้วมาบวชเป็นพระ บวชเป็นพระปฏิบัติ คำว่า “ปฏิบัติ” มันให้สมบูรณ์แบบ สุภาพบุรุษ การปฏิบัติปฏิบัติโดยข้อเท็จจริง เอามันจริงๆ สู้มันจริงๆ
พอจิตมันสงบ จิตสงบมีความสุข ถ้ามีอำนาจวาสนา น้อมไป น้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ นี่ไง จักขุญาณ ตาของใจมันเปิด
ตาที่มืดมิด ตาที่มืดบอด แล้วก็ให้มันสลับฉาก ฉากอดีต ฉากแต่ละภพแต่ละชาติ ฉากวิปัสสนา เขาจะมีโขนนะ โขนที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกทางวัฒนธรรม โอ้โฮ! มหัศจรรย์ หนุมานจองถนน ฉากเขายิ่งใหญ่นักเลย ไอ้นี่ฉากบรรลุธรรม มันเป็นฉาก มันเป็นการจินตนาการร้อยแปดพันเก้า
เฮ้ย! เอ็งไม่มีวุฒิภาวะอะไรเลยหรือ เอ็งเชื่อของอย่างนี้ใช่ไหม วาสนาเอ็งมีแค่นี้จริงๆ หรือ
ถ้าวาสนาเอ็งมีจริงๆ มัคโค ทางอันเอก ทางสายเอกในพระพุทธศาสนา ทำความสงบของใจเข้ามาๆ ถ้าใจสงบระงับแล้วถ้ามันน้อมไปเห็น เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม แล้วถ้าปัญญามันเกิด จักรมันเคลื่อน นี่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน
วิปัสสนากรรมฐาน อุคคหนิมิต วิภาคะ เวลาเป็นกายแยกส่วนขยายส่วน ความเป็นไปของมันตามความเป็นจริงของมัน
แต่มันไม่ได้อุคคหนิมิต ไม่ได้เห็นกาย ไม่ได้แยกกายโดยเป็นไตรลักษณ์ โดยเป็นกิจจะลักษณะ “มันเห็นกาย มันเสื่อมสภาพไปหมดเลย มันกลับไปสู่ธรรมชาติ”
นิยายธรรมะ ตามืดบอด
มีหูมีตา มีหูมีตาโดยสังคม โดยโลก ในทางจักษุแพทย์ ตาต้อ ตาเอียง ตาสั้น ตายาว เขารักษาของเขาได้ ส่วนหัวใจใครทำให้
จกฺขุํ อุทปาทิ จักขุญาณเกิดขึ้น จิตเกิดการรู้การเห็นโดยมรรคโดยผล ไม่ใช่โดยนิยายธรรมะ ไม่ใช่โขนมรดกโลกนู่นน่ะ มันมหัศจรรย์ตั้งแต่เครื่องประกอบ มันมหัศจรรย์ไปถึงฉาก มันมหัศจรรย์ไปหมด โอ้โฮ! มันนุ่มนวล มันมหัศจรรย์
โขนน่ะ โขน มรดกโลก ไม่ใช่มรดกธรรม
มรดกธรรม มันเป็นสัจจะความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตนนะ มันต้องตรวจสอบ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว เวลาหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ท่านนิพพาน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนุโมทนาเลยล่ะ เวลาอบรมบ่มเพาะขึ้นมา หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ มันขัดมันแย้งอะไร หลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะ เวลานึกถึงหลวงปู่มั่นทีไรน้ำตาไหลทุกทีเลย ท่านกตัญญู ท่านกตเวทีของท่าน ท่านเคารพบูชาของท่านมากมายมหาศาล
เคารพบูชาเพราะอะไรล่ะ
การเลี้ยงกายๆ พ่อแม่ก็เลี้ยง พ่อแม่เลี้ยง เลี้ยงได้แต่กายไง คณะสงฆ์ คณะสงฆ์อยู่ด้วยกันก็มีน้ำใจต่อกันนี่ไง เจ็บไข้ได้ป่วยก็ดูแลกันอยู่นี่ไง ใครมีทุกข์มียากขึ้นมา กูโอ๋ๆๆ เวลาเป็นทุกข์เป็นยากขึ้นมากูคอยดูแลๆ มันก็ได้แค่เรื่องโลกๆ นี่ไง เรื่องโลกๆ มันก็เป็นเรื่องความน่าเคารพบูชาไง สังคมสงฆ์ไง สังฆะมีน้ำใจต่อกัน มีความเห็นต่อกัน มีศีลเสมอกัน มีความเห็นเหมือนกัน โอ๋ย! น่าเคารพบูชา มันก็เป็นเรื่องของสงฆ์ไง
จกฺขุํ อุทปาทิ จักขุญาณเกิดขึ้น อริยทรัพย์เกิดขึ้น สงฆ์ที่แท้จริงอยู่ที่นั่น มีตา ตาของใจมันเปิดได้ ถ้ามันเปิดตาของใจขึ้นมา นิยายธรรมะทั้งหลายมันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงของโลก มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงของสิ่งมีชีวิต มันเป็นข้อเท็จจริงของคนที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันมีจริตมีนิสัย มีเวรมีกรรมทั้งนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไง “อานนท์ เรากระหายน้ำเหลือเกิน”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ ไม่มีเศษส่วน ไม่มีสิ่งใดเป็นทุกข์ทั้งนั้นล่ะ ทุกข์เข้าไปสู่ใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอุปาทิเสสนิพพาน นี่ไง ขันธ์อันสะอาดไง แต่ด้วยเศษกรรมอันนั้น “อานนท์ เรากระหายน้ำเหลือเกิน”
พระอานนท์จะไปตักน้ำ “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาราธนาไปฉันข้างหน้าเถิด น้ำมันขุ่น”
“อานนท์เรากระหายน้ำเหลือเกิน ตักมาเถอะ”
พอตักมา ตักเฉพาะด้วยอำนาจวาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เศษกรรมๆ น้ำมันขุ่น แต่ด้วยบุญกุศล ใสเฉพาะที่ตัก ใสเฉพาะตรงนั้นน่ะ ตักมาถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเกิดความมหัศจรรย์ ไม่เคยเกิดโดยคนที่กระทำไง พระอานนท์เป็นคนเห็นเอง พระอานนท์เป็นคนตักเอง จากน้ำขุ่นๆ มันใสตรงที่ตัก มันมหัศจรรย์
อานนท์ มันเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมดาน่ะ
สิ่งที่ว่าเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปลงอายุสังขาร โลกธาตุหวั่นไหว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิด ตรัสรู้ ปรินิพพาน โลกธาตุนี้ไหวไปหมดเลย ไหวไปหมดนะ มันเรื่องของโลกๆ ไง โลกข้างนอกไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณ ทำลายอวิชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นต่างหาก โลกธาตุไหวหมดเลย
โลกธาตุของใคร โลกธาตุที่ไหน
ภวาสวะ ภพ มันสั่นสะเทือนไง
แล้วเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มันเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นข้อเท็จจริง ผลของวัฏฏะไง ผลของจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง สิ่งที่พิสูจน์ได้ๆ เวลาฤๅษีชีไพรทำความสงบของใจได้ ระลึกอดีตชาติได้ อนาคตได้ กาลเทวิฬ อดีต ๔๐ ชาติ อนาคต ๔๐ ชาติได้ทั้งนั้นน่ะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาพระประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้วมีปัญหาขึ้นมา นั่งสนทนาธรรมกันไง พระอรหันต์บางองค์ระลึกได้ ๕ ชาติ ๑๐ ชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีต้นไม่มีปลาย เยอะแยะกว้างขวางไปหมดเลย นั่นน่ะพุทธวิสัย
แต่อริยสัจมีหนึ่งเดียว
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะเวลาถึงที่สุดแห่งสิ้นกาลกิเลส ต่อหน้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่อันเดียวกัน พระสารีบุตรไม่มีความสงสัยในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรมา ฟังเทศน์พระอัสสชิมาเป็นพระโสดาบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเอหิภิกขุบวชแล้วอบรมบ่มเพาะขึ้นมาจนเป็นพระอรหันต์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้สงสัยพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ ไม่ได้สงสัยอะไรเลยว่ามันมีสิ่งใดที่ซุกซ่อนหลบเร้นอยู่ในหัวใจ เห็นไหม เพราะอะไร
จักขุญาณ มีตาใน ตาของจิต อริยสัจมีหนึ่งเดียว เหมือนกัน ไม่มีขัดไม่มีแย้ง
สมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้พยากรณ์ กึ่งกลางพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมาอนุโมทนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านอบรมบ่มเพาะหลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่เจี๊ยะขึ้นมา ให้ขึ้นมา
ต่อไปข้างหน้ามันจะมีบุคคลที่มีอำนาจวาสนา ดีทั้งภายนอกและภายใน คือหลวงตาพระมหาบัว
เวลาหลวงปู่เจี๊ยะไง หลวงปู่เจี๊ยะเวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา อบรมบ่มเพาะไง อุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ๓ ปี ดูแลกันมา ฝึกหัดกันมา ปลุกปั้นกันมา
สิ่งที่เป็นมา เกิดต่างวาระ ต่างโอกาส แต่ด้วยบุญด้วยกุศลไง ด้วยบุญด้วยกุศลคือเรื่องน้ำใสใจจริงไง เวลาหาครูบาอาจารย์ที่ลงใจไง ที่ลงใจมันไม่กะล่อน ไม่ปลิ้นไม่ปล้อน ต่อหน้าด่าอย่างนี้ ลับหลังก็ด่าอย่างนี้ ต่อหน้าสอยอย่างนี้ ลับหลังก็สอยอย่างนี้ ไม่มีปลิ้นไม่มีปล้อน ไม่มีหน้าไม่มีหลัง นี่เขาหาข้อเท็จจริงไง ถ้ามันเป็นจริง
แล้วเป็นจริง มันมีอะไรมันขัดแย้งกัน อริยสัจมีหนึ่งเดียว ไม่มีของเขา ของเรา ของเธอ ของคุณ ไม่มี ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก จริงหรือเปล่า เป็นหรือเปล่า
ถ้ามีตา ถ้ามันเปิดตาของใจตัวเองได้ มันเป็นความมหัศจรรย์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น เราต่างหากเป็นผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา สิ่งที่ทำมาๆ ถ้ามันเป็นความจริง เราก็สาธุ แต่ถ้ามันไม่เป็นความจริง ทำไมเราไม่ตรวจสอบ
คำว่า “ตรวจสอบ” ก็ทำความสงบของใจให้มากขึ้น แล้วพิจารณาว่ามันจริงหรือเปล่า ถ้าไม่จริงมันก็คือไม่จริง ไม่จริง มันไม่มีเหตุไม่มีผลไง ถ้ามันจริง ตรวจสอบขนาดไหน แวววาว
เราใช้ปัญญา เราทบทวนสติปัญญาของเรา ยิ่งทบทวนยิ่งเห็นข้อบกพร่อง ยิ่งทบทวนมันจะละเอียดไปอย่างนี้ ยิ่งทบทวน ไอ้ตรงนั้นไม่ใช่ ไอ้ตรงนี้มันควรจะเป็นอย่างนี้ นี่ถ้ามันทบทวน ทบทวนบ่อยครั้งเข้าๆ มีความชำนาญ แม้แต่ทำความสงบของใจยังชำนาญในวสี เวลาใช้สติใช้ปัญญา ตทังคปหาน ปล่อยวางแล้วปล่อยวางเล่า
ปล่อยวางก็ปล่อยวางสิ
กิเลสร้ายนัก กิเลสมันไม่มีทางให้รู้แจ้งได้หรอก เพราะอะไร เพราะถ้ารู้แจ้งแล้วพ้นจากมือของกิเลสไง พ้นจากมือของมารไง ภวาสวะไง
นี่ไง เราเช่าบ้านเขา เวลาเราไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า เขาไล่ออกจากบ้านเลย ไอ้นี่กิเลสมันจับจองหัวใจของเรา มันจะปล่อยให้เราเป็นอิสระ เป็นไปได้อย่างไร แล้วมันปลิ้นมันปล้อน มันพลิกมันแพลง
แม้แต่พืชเขายังมีหูมีตา แม้แต่คนแต่สัตว์ แล้วเวลามาบวชเป็นพระ เป็นผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติ หูตามันอยู่ไหน หูตามันเป็นสมณสารูป มันเป็นความเป็นอยู่ของสงฆ์ สงฆ์จะเคารพบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
มนุษย์เป็นสัตว์ประหลาด คิดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง
ถ้ามันศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าใจมันเป็นธรรม มันเคารพตั้งแต่หัวใจ มันเคารพตั้งแต่มโนกรรม ไม่มีกีด ไม่มีขวาง ไม่มีล่วงมีล้ำ ไม่มี ไม่มีหรอก
ถ้าไม่มี พฤติกรรมมันจะออกนอกลู่นอกทางไหม คนไม่คิดใฝ่ชั่ว มันจะทำความชั่วไหม คนไม่คิดรังแกเขา คิดเบียดเบียนเขา มันจะทำไหม แล้วถ้ามันทำ ทำนี้กายกรรม วจีกรรมนะ มันมาจากไหนล่ะ
มันมาจากผู้บงการคือมโนกรรม มันมาจากผู้บงการคือจิตนั้น แล้วถ้าจิตนั้นน่ะมันบงการให้กระทำสิ่งที่เป็นภายนอกหยาบๆ อย่างนี้ แล้วข้างในมันจะเป็นอย่างไร แล้วจะมาว่าบรรลุธรรมๆ บรรลุธรรมที่ไหน
ถ้ามันจะบรรลุธรรม มันจะเป็นความจริง มันใสสะอาดมาจากข้างใน ถ้ามันใสสะอาดมาจากข้างใน เห็นไหม เราทำความสงบของใจเข้ามาๆ เวลามันสว่าง มันสว่างไสว
สว่างไสว อาการของจิต จิตต่างหากที่เป็นสมาธิ สมาธิที่มีสติสัมปชัญญะนั่นน่ะ แล้วถ้ามันมีกำลังขึ้นมา มันตามจริตนิสัยของมันเป็น ไอ้สิ่งที่รู้ที่เห็นนั้นน่ะเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต อาการที่เกิดจากจิต แต่ตัวจริงตัวจิตคือตัวที่มันสงบ ตัวที่พุทธะตัวพลังงาน แต่ไอ้ตัวที่ออกมานั่นน่ะคือตัวอาการทั้งนั้นน่ะ
แล้วอาการอย่างนั้น เวลาอุคคหนิมิตที่มันรู้มันเห็นของมัน มันออกไปอย่างนั้นน่ะ แล้วถ้าไม่มีสติปัญญาขึ้นมา นิยายธรรมะเกิดแล้ว โขนจะได้หนุมานจองถนน หนุมานจะจองถนนแล้วนะ นิยายธรรมะเกิดแล้ว ไปนู่นเลย กิเลสมันชักจูงไปแล้ว
จกฺขุํ อุทปาทิ จักขุญาณเกิดขึ้น มีตา ตาของใจเปิด ตาของใจฝึกหัด นี่ไง ภาวนามยปัญญาคือโลกุตตรธรรม มันจะทำให้หัวใจมันแจ่มมันแจ้ง ถ้าหัวใจมันแจ่มมันแจ้ง มันเกิดจากการกระทำ เกิดจากวิปัสสนาญาณ การรู้แจ้งกิเลสตัณหาความทะยานอยากในใจของตน มันเปิดเผยทั้งหมด
แล้วมันเปิดเผยเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เปิดเผยกับตัวเอง เปิดเผยกับจิตที่โง่ๆ เปิดเผยกับมโนกรรมที่มันซุกซ่อน ซุกอยู่ในหัวใจที่กิเลสมันพลิกมันแพลง มันปลิ้นมันปล้อนอยู่นั่นน่ะ เวลามันเปิดออกมาๆ อู๋ย! มันเศร้า น้ำหูน้ำตาไหล มันมีความสะเทือนใจมากๆ นี่ไง สะเทือนกิเลสไง มันสะเทือนกิเลส มันสำรอก มันคายของมัน มันมีข้อเท็จจริงของมันไง
ตทังคปหานแล้วตทังคปหานเล่า สุดท้ายแล้วถ้ามันสมบูรณ์แบบของมัน มัคโค ทางอันเอกไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง เวลาสมุจเฉทปหาน ขณะจิต นิโรธดับหมด
ดับแล้วเหลืออะไร ดับหมด ดับไฟใช่ไหม มืดตึ๊ดตื๋อเลยหรือ ดับหมดนี่ไม่เห็นอะไรเลยหรือ แล้วมันเป็นอย่างไรล่ะ
ดับมันก็โขนไง มันเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เวลาเขาจบ เขาก็รูดม่านปิดฉากไง ดับหมดเลย ได้แต่ค่าแรงงาน ได้ค่าตัว ใครเล่นเป็นอะไรก็รับเงินไป ดับอย่างนั้นหรือ
ดับรู้ ดับหมด นิโรธ
ใครรู้นิโรธล่ะ เหลืออะไรกับจิตนั้น
จักขุวิญญาณ ตาของจิต จิตรับรู้ จิตนั้นเป็นผู้สำรอก จิตนั้นเป็นผู้คาย จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบุพเพนิวาสานุสติญาณ “เราเคยเป็น เราเคยเป็น” ปัจจุบันเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ปัจจุบันสำเร็จเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อดีตๆ ตั้งแต่พระเวสสันดรไป
แล้วของเราล่ะ มันมีอะไรหนุนเนื่องส่งเนื่องมาถึงให้เป็นจริตนิสัย ถึงให้เป็นอำนาจวาสนา
ถ้าพูดอย่างนี้แล้ว ต่างคนก็ต่างจะไปขุดคุ้ยเป็นไสยศาสตร์แล้ว เป็นฤๅษีชีไพรไปแล้ว
ฉะนั้น พระพุทธศาสนาถึงสอนปัจจุบันธรรม เขาไม่ไปไขว่คว้าอดีต ไม่ไปสมบัติบ้าในอนาคต เขาทำที่ปัจจุบันนี้ แต่พูดถึงจริตนิสัย พูดถึงเหตุ พูดถึงว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้ ทำไมมันพลิกมันแพลงอย่างนี้ ทำไมมันกะล่อนอย่างนี้ ทำไมเป็นคนดีอย่างนี้
มันมาจากเหตุ เหตุที่เขาสร้างมา แล้วในปัจจุบันนี้ทำคุณงามความดี อนาคตให้มันงอกงามจากการกระทำอันนี้
เวลาพูดถึง พูดสาวไปหาเหตุหาผล ไม่ใช่ให้ปฏิบัติอย่างนั้น เวลาปฏิบัติให้ปฏิบัติในปัจจุบันนี้ ให้เข้าสู่ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดมัคโค ทางอันเอก ให้เกิดจักขุญาณ ให้เกิดตาของจิต ให้เกิดจากตาภายใน ตาที่จะชำระล้างกิเลสโดยข้อเท็จจริง เอวัง